1.
เพิ่มศักยภาพของตัวเอง
ความเก่งความฉลาดที่ติดตัวมาย่อมมีได้ไม่เท่ากัน บางอย่างเป็นพรสวรรค์
แต่บางอย่างมันก็สร้างขึ้นมาใหม่ได้ จะดีไหม ถ้าการหมั่นฝึกฝน
และดูแลตัวเอง จะช่วยเพิ่มศักยภาพของตัวเองได้ ลองมาดูเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆ
ที่รวบรวมมา
แล้วนำไปปรับใช้ว่าวิธีไหนจะเข้าทางคุณผู้อ่านอย่างแรกที่ขอแนะนำคือ
“อย่าละเลย
ความสำคัญของอาหารเช้า”
เมื่อเราตื่นนอนตอนเช้าระดับน้ำตาลในเลือดจะต่ำทำให้เราจะรู้สึกหิว
สมองจะสั่งให้กระเพาะอาหารหลั่งน้ำย่อยออกมา
หากเราไม่เติมพลังงานหรือรับประทานอะไรลงไป
นานวันเข้าร่างกายก็ดึงพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตที่สะสมมาใช้จนหมดไป
การขาดอาหารเช้าจะทำให้เรารู้สึกหงุดหงิด อารมณ์เสีย ไม่มีสมาธิ
โดยเฉาะวัยเรียนด้วยแล้ว อาหารเช้ามีผลต่อสมองอย่างดีทีเดียว
การอดมื้อเช้า ให้ท้องหิวรบกวนสมาธิในการเรียน ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็น
ย่อมตัดกำลังอย่างไม่สมควร
2.ตื่นแต่เช้า
จัดระเบียบให้ร่างกายและสมอง พร้อมตื่นเพื่อรับเช้าวันใหม่ที่สดใส
เด็กๆหลายคนแทบต้องงัดขึ้นจากเตียงในวันที่ไปโรงเรียน
การเข้านอนในเวลาที่เหมาะสมและตื่นเช้าให้ทันไปโรงเรียนเป็นการเริ่มต้นของ
วันที่ไม่ทำให้เราต้องเร่งรีบ หลงลืมสิ่งของ
และหงุดหงิดกับการที่ต้องแข่งกับเวลา
บางคนอาจลองตื่นเช้าก่อนเปิดเรียนสักระยะเพื่อปรับตัวไว้ก่อน
เมื่อถึงเวลาเปิดเทอมก็ไม่ต้องโดนพ่อแม่ดุให้ตื่นจากเตียงให้เสียฤกษ์
3.การอ่านหนังสือ
การอ่านหนังสือไม่ใช่ว่าอ่านมาก อ่านนานจะดีเสมอไป
แต่เราควรอ่านอย่างมีเป้าหมาย และอ่านต่อเนื่องจนเป็นนิสัยทุกวัน
มากกว่ามาเน้นอ่านหนักหนาสาหัสเอาช่วงสอบ
เพราะการอ่านเพื่อสอบมักเป็นการท่องจำเอามากกว่าทำความเข้าใจ
เมื่อสอบเสร็จก็แทบเรียนได้ว่าคืนตำราส่งอาจารย์
และการท่องตำราก่อนสอบก็ใช่ว่าจะจำได้หมดและข้อสอบที่ดีก็ต้องมีความเข้าใจ
มากกว่าท่องไปตอบ
เมื่ออ่านจบแต่ละวันควรมีการทำสรุปเพื่อตรวจสอบความเข้าใจของตัวเอง
และการเขียนสรุปยังช่วยให้เราได้มีกระบวนการรับรู้มากขึ้นอีกด้วย
4.การจดบันทึก
มีคน กล่าวว่าการเสียเวลาวางแผน 30 นาทีช่วยให้เราประหยัดเวลาได้ 3 ชั่วโมง
การจดบันทึกวางแผนการทำงาน ตารางการอ่านหนังสือ วันสอบ
การส่งงานหรือเตือนความจำในเรื่องต่างๆ
ทำให้เราจัดระเบียบชีวิตได้ง่ายว่าควรทำอะไรก่อนหลัง รู้ว่ากิจกรรมนั้นๆ
มีระยะเวลาต้องทำให้เสร็จสิ้นเมื่อใด ทำให้ไม่หลงลืมและพลาดสิ่งสำคัญ
นอกจากนี้
เมื่อเวลาผ่านไปคุณก็สามารถย้อนดูได้ว่าได้ทำงานต่างๆสำเร็จลุลวงตามเป้า
หมายดีหรือไม่ และมีอะไรต้องแก้ไขปรับปรุงต่อไป
5.ฝึกความจำให้แม่นยำ
การ จำเป็นทักษะสำคัญอย่างหนึ่งที่สำคัญ และโชคดีที่ว่า มันฝึกฝนกันได้
ในการอ่านหนังสือ สิ่งที่สำคัญคือ ต้องอ่านด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่การท่องจำ
เพราะความเข้าใจเป็นการทำให้เกิดการจำที่ถาวรกว่า
สาเหตุอย่างหนึ่งที่ทำให้นักเรียนท่องจำมากกว่าเข้าใจ
นั้นคือเวลาในการทำความเข้าใจตำราไม่เพียงพอ บ้างก็ไม่ได้ตั้งใจเรียนในห้อง
บ้างก็มาเร่งอ่านเอาในระยะเวลาสั้นๆก่อนสอบ การอ่านหนังสือที่ดี
แต่ละคนอาจแตกต่างกันไป คุณต้องพายามหาวิธีที่เหมาะกับคุณให้พบ
บางคนอ่านไปพร้อมๆกับทำสรุปเป็นระยะเมื่อจบบทหรือประเด็นสำคัญ
การเลือกใช้ปากกาสีต่างๆ เขียนไปในหนังสือก็มีส่วนช่วยให้เกิดความจำมากขึ้น
อ่านจบแล้วปิดหนังสือแล้วอธิบายด้วยสำนวนของตนเองดูว่าเรามีความเข้าใจดี
แล้วหรือยัง แต่ก็ต้องยอมรับว่าข้อมูลบางอย่าง ที่เป็นตัวเลขพวกสูตร
สถิติอาจต้องใช้ความสามารถในการหมั่นท่องจำ เทคนิคการจำของบางคน
อาจทำโดยผูกโยงเรื่องที่จะจำด้วยสถานที่หรือเรื่องราวต่างๆ
สร้างเป็นเรื่องราว หรือคำคล้องจอง
เราพบเทคนิคเหล่านี้บ่อยๆในการท่องสูตรต่างๆ
6.สมองที่ดีมาจากอาหารที่ดี
“You are what you eat”
อาหารที่เรากินเข้าไปจะกลายเป็นสารเคมีต่างๆให้กับร่างกายของเรา
การเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อร่างกายเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย เรารู้ดีว่า
ผักปลอดสารพิษ ข้าวซ้อมมือ ผลไม้สด ขนมปังโฮลวีต น้ำตาลไม่ขัดขาว
น้ำเต้าหู้ ปลาแซลมอน
อาหารที่ดีต่อร่างกายนั้นเชื่อว่าคงไม่ต้องบอกกันตรงนี้
แต่สำคัญที่ว่าคุณจะแน่วแน่และมีวินัยในการกินอย่างไร
แต่ก็ขอเสริมสักนิดในเรื่องของการดื่มน้ำที่ควรจิบบ่อยๆเพราะจะน้ำจะช่วยใน
ในการส่งข้อมูลของเชลล์สมองเหี่ยว การกินไขมันดี เช่นน้ำมันปลา
น้ำมันพริมโรส สารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน
นมถั่วเหลือง
จะช่วยทดแทนส่วนที่สึกหรอให้สมองซึ่งเป็นก้อนไขมันได้ดีทีเดียว
7.สร้างสมาธิ
คนที่มีสมาธิสมองย่อมเปิดรับ
และรับสารต่างๆได้ครบถ้วนถ่องแท้กว่าคนที่จิตใจวอกแวก การฝึกทำสมาธิก่อนนอน
หรือหลังตื่นนอนในตอนเช้าๆ ช่วยให้มีสมาธิดีขึ้น และสำคัญมากคือ
การมีสมาธิในเวลาเรียน การตั้งใจเรียนอย่างมีสมาธิ ไม่คุยกัน
หรืออยู่ท่ามกลางเพื่อนที่รบกวนสมาธิในการเรียนทำให้เราประหยัดเวลาในการ
อ่านหนังสือเพื่อทำความเข้าใจไปได้มาก
8.อารมณ์ดี
การเป็น คนอารมณ์ดีก็เป็นสิ่งสำคัญทำให้การเรียนมีความสุข
คนที่ยิ้มหรือหัวเราะบ่อยๆ การเป็นคนคิดดีทำดีต่อตนเองและผู้อื่น
ร่างกายจะหลังสารแห่งความสุขออกมา เมื่อความสุขเกิด
สมองก็เบิกบานมีความคิดจินตนาการที่สร้างสรรค์
9.สุขภาพกาย
สมองที่ แจ่มใส ย่อมอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง
การออกกำลังกายเป็นเรื่องที่บอกกันประจำ ดูเหมือนง่าย
แต่ทุกวันนี้จะมีสักกี่คนที่กล้าบอกว่าตนเองออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
นอกจากออกกำลังกาย
และพักผ่อนให้เพียงพอแล้วการดูแลสุขภาพโดยการไม่สูบบุหรี่
หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับที่อันตรายต่อสุขภาพ
ร่างกายที่แข็งแรงก็พร้อมที่จะเรียนรู้อย่างเต็มที
นอกจากนี้การฝึกหายใจเข้าออกลึกๆ
โดยเฉพาะการนั่งหลังตรงยังช่วยให้ออกซิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20%
ยังเป็นการพาออกซิเจนไปให้พลังงานที่ดีต่อสมองได้อีกด้วย
10.เตรียมพร้อมก่อนเข้าห้องเรียน
การเตรียมตัวอ่านหนังสือมาบ้าง
โดยเฉพาะทำความรู้จักคร่าวๆกับหัวข้อที่จะสอนเป็นแนวทางมาบ้าง
การอ่านมาก่อน ทำให้เราเกิดคำถามและความอยากรู้ ความสงสัย
เมื่อฟังครูบรรยายจะทำให้เราตั้งใจฟังประเด็นสำคัญต่างๆได้ชัดเจนมากขึ้น
ข้อมูล http://www.vcharkarn.com
ข้อมูลสาระ อัพเดตราคามือถือ ได้ที่นี่